ความพ่ายแพ้แบบหมดรูป 0-3 ต่ออาร์เซนอลในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไม่ได้แค่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชวดถ้วยก่อนเปิดฤดูกาลเท่านั้น แต่มันยังเปิดให้เห็นปัญหาหลายจุดของทีมแบบชัดเจน โดยเฉพาะแกนกลางของทีมที่ดูหลวม ขาดความต่อเนื่อง และยังไม่เข้ากับแนวทางที่ เอ็นโซ มาเรสก้า ต้องการ
ก่อนเกม มาเรสก้าพูดถึงความตั้งใจที่จะ “ลดช่องว่าง” ระหว่างแมนฯ ซิตี้กับอาร์เซนอล แต่เมื่อเกมจบลง สิ่งที่เห็นกลับเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทีมของเขายังต้องรีบแก้ก่อนพรีเมียร์ลีกเปิดฉาก
อาร์เซนอลเจาะแผลซิตี้แบบตรงจุด
ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า เล่นได้ไหลลื่นกว่าอย่างชัดเจน และใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดของซิตี้ได้แทบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเกมรับที่ดูไม่เป็นระบบ แดนกลางที่ควบคุมเกมไม่ได้ รวมถึงภาวะผู้นำในสนามที่เหมือนจะหายไปในช่วงสำคัญ
แม้ซิตี้จะมีผู้เล่นเกมรุกและตัวสร้างสรรค์โอกาสเต็มทีม แต่กลับแทบสร้างความอันตรายไม่ได้
พวกเขาจ่ายบอลในแดนคู่แข่งมากกว่าอาร์เซนอลถึงราว 200 ครั้ง แต่สร้าง “โอกาสทอง” ได้เพียงครั้งเดียว ขณะที่อาร์เซนอลมีถึง 4 ครั้ง และโอกาสที่ดีที่สุดของซิตี้จาก เออร์ลิง ฮาลันด์ ก็จบลงด้วยการพลาดเป้า
ฮาลันด์ รวมถึง นิโก้ โอไรลีย์ และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน เพิ่งกลับมาร่วมทีมหลังพักจากฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกได้ไม่กี่วัน ทำให้ฟอร์มที่ยังไม่เข้าที่ของทั้งสามคนอาจพอมีเหตุผลรองรับอยู่บ้าง
แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือภาพรวมของทีมที่ยังดู “แยกส่วน” อย่างเห็นได้ชัด
แดนกลางไม่ทำงาน ระบบ 3-2 ยังมีปัญหา
หนึ่งในจุดที่มาเรสก้าต้องรีบแก้คือการเชื่อมเกมระหว่างแต่ละแดน
การวาง มาเตโอ โควาซิช เป็นตัวหมุนเกมตรงกลางไม่ได้สร้างผลลัพธ์อย่างที่คาด ขณะที่การให้โอไรลีย์ดันขึ้นมาเล่นด้านใน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการขึ้นเกมเป็นรูปแบบ 3-2 ที่มาเรสก้าชื่นชอบ ก็ยังเต็มไปด้วยปัญหา
เมื่อโอไรลีย์ขยับเข้ากลาง พื้นที่ด้านข้างกลับถูกเปิดกว้าง และนั่นกลายเป็นช่องให้ โนนี มาดูเอเก้ ใช้ความเร็วโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก
บางช่วงของเกมถึงขั้นที่ เบน ไวท์ สามารถเติมเกมขึ้นมาเหมือนปีกได้อย่างสบาย
โอไรลีย์วัย 21 ปีมีศักยภาพสูง และอาจพัฒนาจนเล่นบทบาทคล้ายกองกลางตัวกลางได้ในอนาคต แต่เกมนี้แสดงให้เห็นชัดว่าเขายังไม่พร้อมทำหน้าที่ในระดับเดียวกับนักเตะอย่าง แบร์นาร์โด้ ซิลวา หรือ โรดรี้
โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับแดนกลางของอาร์เซนอลที่มีทั้งประสบการณ์ ความแข็งแกร่ง และความเข้าใจเกมเหนือกว่า
“ไลน์สูง แต่ไม่เพรส” สูตรอันตรายในพรีเมียร์ลีก
อีกหนึ่งเรื่องน่ากังวลคือแนวรับของซิตี้
ทีมยืนไลน์สูงมาก แต่กลับไม่มีแรงกดดันจากแนวรุกและแดนกลางมากพอ ทำให้ผู้เล่นอาร์เซนอลมีเวลาเลือกจังหวะจ่ายบอลแบบสบายเกินไป
หนึ่งในจังหวะเสียประตู มาร์ติน โอเดการ์ด มีพื้นที่และเวลามากพอที่จะเงยหน้ามอง ก่อนเปิดบอลเข้าไปให้ คริสตอส โซลิส จ่ายต่อถึง ไค ฮาแวร์ตซ์ จบสกอร์
เป็นจังหวะที่อาร์เซนอลเล่นกันง่ายเกินไปสำหรับเกมระดับนี้
ปัญหาลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นกับมาเรสก้าในช่วงคุมเชลซีมาแล้ว เพราะการใช้แนวรับสูงโดยไม่มีการเพรสที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นการเดิมพันที่อันตรายมากในพรีเมียร์ลีก
หากคู่แข่งสามารถผ่านแนวเพรสแรกได้ พื้นที่ด้านหลังแนวรับจะเปิดกว้างทันที
มาเรสก้ายอมรับ ซิตี้ยังต้องเสริมก่อนตลาดปิด
หลังจบเกม มาเรสก้ายืนยันว่าเขาและสโมสร “รู้ชัดเจนว่าต้องทำอะไร” พร้อมส่งสัญญาณว่าแมนฯ ซิตี้ยังมีแผนขยับในตลาดนักเตะก่อนเส้นตายวันที่ 1 กันยายน
แต่สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อมีการยืนยันในคืนเดียวกันว่า โรดรี้เตรียมย้ายไปบาร์เซโลนา
นั่นอาจไม่ใช่ข่าวที่มาเรสก้าอยากได้ยินในช่วงเวลาที่แดนกลางของทีมกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
แมนฯ ซิตี้ยังให้ความเชื่อมั่นในตัวกุนซือชาวอิตาลี และความพ่ายแพ้ในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ เพียงเกมเดียวคงไม่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกภายในสโมสร
แต่เกมนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดมากว่า มาเรสก้ามีขุมกำลังที่เหมาะกับระบบของตัวเองจริงหรือไม่
เพราะในเวลานี้ ซิตี้ยังดูไม่เหมือนทีมที่พร้อมสมบูรณ์สำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่
เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ ยังอยู่ในลิสต์เป้าหมาย
หนึ่งในชื่อที่ถูกเชื่อมโยงกับแมนฯ ซิตี้คือ เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ อดีตลูกทีมของมาเรสก้าที่เชลซี
ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีในช่วงอยู่ลอนดอนร่วมกัน และคุณภาพในการครองบอล รวมถึงการจ่ายบอลจากแดนกลางของเอ็นโซ่อาจตอบโจทย์สิ่งที่มาเรสก้ากำลังมองหา
อย่างไรก็ตาม กองกลางชาวอาร์เจนไตน์ก็เป็นนักเตะที่มีเสียงวิจารณ์แตกออกเป็นสองฝั่ง และล่าสุดยังถูกแฟนบอลบางส่วนของต้นสังกัดส่งเสียงโห่อีกด้วย
ดังนั้นหากซิตี้เดินหน้าเรื่องนี้จริง ก็จะเป็นอีกหนึ่งดีลที่ถูกจับตามองอย่างมาก
สิ่งที่ชัดที่สุดหลังจบเกมกับอาร์เซนอลคือ แมนฯ ซิตี้ยังมีงานอีกเยอะ
ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลแดนกลาง การเชื่อมเกมระหว่างแต่ละไลน์ การเพรสซิ่ง ไปจนถึงการหาผู้เล่นที่เหมาะกับระบบของมาเรสก้า
และเมื่อพรีเมียร์ลีกกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน เวลาสำหรับทดลองก็แทบไม่เหลือแล้ว
เกมแรกกับ บอร์นมัธ จึงอาจเป็นบททดสอบสำคัญทันทีว่า มาเรสก้าจะสามารถแก้ปัญหาที่อาร์เซนอลเปิดแผลไว้ให้เห็นได้เร็วแค่ไหน



















