แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล เมื่อผลงานช่วงออกสตาร์ตยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ ไมเคิล คาร์ริค ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่การกลับมาฟิตพร้อมลงสนามของ คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ค่าตัว 65 ล้านปอนด์ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับแดนกลางของทีมได้ทันเวลา
เมื่อพรีเมียร์ลีกกลับมาลงสนามอีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้ สายตาของแฟนบอลก็หันกลับมาจับจ้องฝั่งสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์อีกครั้ง แม้ช่วงพักเบรกทีมชาติที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเป็นทีมที่ถูกพูดถึงอย่างมาก แต่สำหรับยูไนเต็ดแล้ว สถานการณ์ของพวกเขาก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน
ด้วยผลงานที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ยูไนเต็ดอาจเหลือโอกาสอีกไม่มาก หากยังทำแต้มหลุดมืออย่างต่อเนื่อง เพราะความผิดหวังจากผลการแข่งขันอาจนำไปสู่คำถามสำคัญว่า คาร์ริคคือคนที่เหมาะสมจะพาทีมฝ่าวิกฤตครั้งนี้หรือไม่
เดือนตุลาคมชี้ชะตา คาร์ริคต้องรีบพายูไนเต็ดกลับเข้าฝั่ง
โปรแกรมการแข่งขันในช่วงต่อจากนี้ถือว่าหนักเอาเรื่อง โดยยูไนเต็ดมีคิวเปิดบ้านพบกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในวันเสาร์นี้ ก่อนออกไปเยือนแอตเลติโก มาดริด, ลีดส์ ยูไนเต็ด และโคโม จากนั้นปิดท้ายเดือนด้วยการพบกับบอร์นมัธและเชลซี
นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างมากสำหรับคาร์ริคและลูกทีม เพราะหากเก็บผลการแข่งขันที่ดีได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาและพลิกสถานการณ์ของฤดูกาลได้
ในทางกลับกัน หากยังสะดุดซ้ำ ๆ แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนหน้านี้ คาร์ริคเคยพูดถึงปัญหาและเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายอย่างที่ส่งผลให้ทีมออกสตาร์ตได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อการแข่งขันกลับมาอีกครั้ง ความอดทนจากแฟนบอลย่อมมีขีดจำกัด และทีมจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจนมากกว่าคำอธิบาย
ข่าวดีคือ ช่วงพักเบรกทีมชาติเปิดโอกาสให้นักเตะหลายคนได้ฟื้นฟูร่างกาย ปรับปรุงฟอร์มการเล่น และเรียกความมั่นใจกลับมา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อยูไนเต็ดในช่วงโปรแกรมชุกนี้
คุนญาได้รีเซ็ตเกมรุก แถมอาหมัดกลับมาพร้อมช่วยทีม
หนึ่งในนักเตะที่น่าจับตามองคือ มาเตอุส คุนญา ซึ่งยังทำผลงานได้ไม่เต็มศักยภาพในฤดูกาลนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องรับบทบาทในตำแหน่งกองหน้าตัวกลาง แทนที่จะได้เล่นทางฝั่งซ้ายซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าตัวถนัดมากกว่า
การไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลในช่วงพักเบรกครั้งนี้ ทำให้คุนญามีเวลาทบทวนฟอร์มและเรียกความพร้อมกลับมา ก่อนเข้าสู่โปรแกรมสำคัญกับสโมสร
ขณะเดียวกัน การกลับมาฟิตของ อาหมัด ดิยัลโล ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในแนวรุกให้คาร์ริคได้ไม่น้อย เพราะเมื่ออาหมัดพร้อมประจำการทางฝั่งขวา ไบรอัน เอ็มเบอโม่ก็สามารถขยับกลับไปเล่นตรงกลางได้อีกครั้ง
ส่วนตำแหน่งริมเส้นฝั่งซ้าย คุนญาอาจต้องแย่งตำแหน่งกับมาร์คัส แรชฟอร์ด หากเจ้าตัวฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนาม
ก่อนหน้านี้ คาร์ริคมีตัวเลือกในแนวรุกค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเบนจามิน เซสโก มีปัญหาเรื่องความพร้อมลงเล่น แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเปิดโอกาสให้กุนซือยูไนเต็ดปรับเปลี่ยนรูปแบบเกมรุกได้หลากหลายมากขึ้น
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คาร์ริคจะกล้าปรับทีมมากแค่ไหน และจะสามารถหาส่วนผสมที่ลงตัวเพื่อเปลี่ยนสถิติการเล่นเกมรุกให้กลายเป็นประตูและชัยชนะได้หรือไม่
จับตา “บาเลบา” ความหวังใหม่ที่อาจยกระดับแดนกลางปีศาจแดง
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากการแถลงข่าวของคาร์ริคก่อนเกมพบสเปอร์ส คือความพร้อมของนักเตะที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บหลายราย
นุสแซร์ มาซราอุย และแพทริค ดอร์กู ต่างถอนตัวจากทีมชาติเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ ขณะที่สถานการณ์ของแรชฟอร์ด, ค็อบบี เมนู และเบนจามิน เซสโก ก็ยังต้องรอติดตามความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ดก็มีข่าวดีเช่นกัน นอกจากอาหมัดที่กลับมาพร้อมแล้ว มัทไธส์ เดอ ลิกต์ ก็กำลังเข้าใกล้ความฟิตเต็มร้อยมากขึ้น
แต่คนที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดคือ คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์
กองกลางรายนี้ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าระหว่างช่วงปรีซีซันกับไบรท์ตัน ก่อนจะใช้เวลาพักฟื้นจนกลับมาฟิตอีกครั้งในช่วงพักเบรกทีมชาติที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า บาเลบาปรับตัวเข้ากับชีวิตในแคร์ริงตันได้ดี ทั้งกับทีมงานและเพื่อนร่วมทีม อีกทั้งยังเริ่มทำหน้าที่ด้านสื่อในฐานะนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดร่วมกับอาหมัดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวกำลังเข้าใกล้การลงสนามให้ทีมชุดใหญ่
ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะส่งบาเลบาลงเล่นเมื่อไรยังขึ้นอยู่กับคาร์ริค แต่จากสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ มิดฟิลด์วัยหนุ่มรายนี้อาจได้รับโอกาสเร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้
หากยูไนเต็ดออกสตาร์ตฤดูกาลได้ดี บาเลบาอาจได้รับการทยอยส่งลงสนามอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มีเวลาปรับตัวเข้ากับระบบและเพื่อนร่วมทีม แต่เมื่อทีมเก็บได้เพียง 5 คะแนนจาก 5 นัดแรก ความจำเป็นในการยกระดับแดนกลางก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
บาเลบาจะเติมสิ่งที่ยูไนเต็ดขาด หลังเสียคาเซมิโร
การมาของบาเลบาอาจช่วยเติมเต็มคุณสมบัติหลายอย่างที่ยูไนเต็ดสูญเสียไป หลังการจากไปของคาเซมิโรในช่วงซัมเมอร์
ที่ผ่านมา การจับคู่ระหว่างยูไร ตีเลอมันส์ กับค็อบบี เมนู แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่คาร์ริคต้องการในช่วงปรีซีซัน โดยเฉพาะเกมที่ยูไนเต็ดเล่นในบ้าน สามารถครองบอลและควบคุมจังหวะการแข่งขันได้ตามต้องการ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือความสม่ำเสมอของแดนกลางยังไม่ดีพอ และคู่มิดฟิลด์ชุดนี้อาจไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์การแข่งขัน
บาเลบาจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางร่างกายให้แดนกลาง พร้อมช่วยทีมทั้งในเกมรุกและเกมรับ
คุณสมบัติเหล่านี้อาจทำให้ยูไนเต็ดรับมือกับคู่แข่งได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเกมที่ต้องปะทะกันหนัก หรือสถานการณ์ที่ทีมจำเป็นต้องแย่งชิงการครองบอลและเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าการกลับมาของบาเลบาไม่ได้หมายความว่าปัญหาทั้งหมดของยูไนเต็ดจะหายไปทันที แต่หากเจ้าตัวปรับตัวได้เร็วและสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของทีมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล
บทสรุป: โอกาสทองของคาร์ริค ก่อนแรงกดดันจะหนักกว่าเดิม
เดือนตุลาคมอาจเป็นช่วงเวลาที่กำหนดทิศทางฤดูกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างแท้จริง ทั้งจากโปรแกรมการแข่งขันที่หนักหน่วง ความกดดันต่อผลงานของคาร์ริค และความจำเป็นในการเรียกความมั่นใจของนักเตะกลับคืนมา
การได้อาหมัดกลับมาช่วยแนวรุก รวมถึงการมีบาเลบาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในแดนกลาง ถือเป็นข่าวดีที่ทีมต้องการอย่างยิ่ง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ยูไนเต็ดต้องเปลี่ยนความพร้อมของนักเตะให้กลายเป็นผลงานในสนาม เพราะในช่วงเวลาที่ทุกคะแนนมีความหมาย คำอธิบายเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
คาร์ริคยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ และบาเลบาอาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ แต่คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่ผลงานของแมนฯ ยูไนเต็ดตลอดเดือนตุลาคมนี้



















