ไมเคิล คาร์ริค ยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน หลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดออกสตาร์ตฤดูกาลได้อย่างน่าผิดหวัง แต่ปัญหาที่แท้จริงของทีมอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวกุนซือเพียงอย่างเดียว เมื่อสถิติชี้ให้เห็นว่า ตลอดยุคหลังเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แข้งปีศาจแดงทำผลงานได้ดีกว่าที่ควรจะเป็นเสียด้วยซ้ำ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเป็นทีมระดับท็อปที่กำลังฟอร์มตก หรือแท้จริงแล้วกลายเป็นทีมระดับกลางของพรีเมียร์ลีกไปแล้ว?
คาร์ริคยังได้ไปต่อ แต่ปัญหาใหญ่ของแมนยูฯ ยังไม่หายไปไหน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจให้โอกาสไมเคิล คาร์ริค ทำหน้าที่ต่อไป หลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 ปี ภายหลังความพ่ายแพ้ต่อบอร์นมัธ
ความพ่ายแพ้ 0-3 คาบ้านที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทำให้เก้าอี้ของคาร์ริคเริ่มร้อนขึ้นอย่างชัดเจน โดยเขากลายเป็นผู้จัดการทีมถาวรคนที่ 8 ของสโมสร นับตั้งแต่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือในปี 2013
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ Between the Lines ของ Sky Sports ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนผู้จัดการทีมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจไม่ใช่ทางออก เพราะปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ดมีรากลึกกว่านั้น
หากมองจากผลงานตลอดช่วงที่ผ่านมา ยูไนเต็ดอาจไม่ได้เป็นทีมระดับหัวแถวที่ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน แต่เป็นทีมที่ผลการแข่งขันช่วยปกปิดข้อจำกัดที่แท้จริงเอาไว้
สถิติชี้ แมนยูฯ เก็บแต้มได้มากกว่าที่ควรจะเป็น
แม้แมนฯ ยูไนเต็ดจะยังรักษาสถานะเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลพรีเมียร์ลีก สถิติกลับเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ
นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา แมนฯ ยูไนเต็ดเก็บคะแนนในพรีเมียร์ลีกได้ทั้งหมด 669 แต้ม ซึ่งมากเป็นอันดับ 5 ของลีกในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่เมื่อใช้แบบจำลองคะแนนคาดหวังของ Sky Sports ซึ่งพิจารณาจากค่า Expected Goals (xG) หรือโอกาสทำประตูที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และ Expected Goals Against (xGA) หรือโอกาสเสียประตูที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละเกม ตัวเลขกลับประเมินว่ายูไนเต็ดควรเก็บได้เพียง 613 แต้มเท่านั้น
นั่นหมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ดเก็บคะแนนได้มากกว่าที่สถิติคาดการณ์ไว้ถึง 56 แต้ม
ที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่ปี 2016 มีเพียงเอฟเวอร์ตันทีมเดียวที่ทำคะแนนได้เกินกว่าคะแนนคาดหวังในพรีเมียร์ลีกมากกว่ายูไนเต็ด
การทำผลงานได้เหนือความคาดหมายอาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการจบสกอร์ที่เฉียบคม ผู้รักษาประตูที่โชว์ฟอร์มได้ดี คู่แข่งที่ใช้โอกาสเปลือง หรือแม้แต่โชคช่วยในบางจังหวะ
แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ระดับการเล่นที่แท้จริงของแมนฯ ยูไนเต็ดอยู่ตรงไหนกันแน่
คะแนนคาดหวังคืออะไร ทำไมถึงสะท้อนปัญหาของทีมได้?
แบบจำลองของ Sky Sports ใช้ความแตกต่างของค่า xG ระหว่างสองทีมเพื่อประเมินผลการแข่งขันที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น โดยมีเกณฑ์ดังนี้
- ชนะ: ทีมมีค่า xG สูงกว่าคู่แข่งมากกว่า 0.5
- เสมอ: ความแตกต่างของค่า xG อยู่ระหว่าง -0.5 ถึง 0.5
- แพ้: ทีมมีค่า xG ต่ำกว่าคู่แข่งมากกว่า 0.5
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดบุกชนะเชลซี 1-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวันที่ 18 เมษายนของฤดูกาลก่อน
แม้ทีมปีศาจแดงจะคว้าสามแต้มกลับบ้านได้สำเร็จ แต่เชลซีกลับมีค่า xG สูงกว่าถึง 1.57 ต่อ 0.29 ซึ่งหมายความว่า หากพิจารณาจากคุณภาพของโอกาสทำประตู เชลซีมีแนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายชนะมากกว่า
นี่จึงเป็นตัวอย่างว่าผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ได้สะท้อนรูปเกมทั้งหมด และการเก็บชัยชนะได้ก็ไม่ได้หมายความว่าทีมจะเล่นได้เหนือกว่าคู่แข่งเสมอไป
คาร์ริคเองก็เป็นหนึ่งในกุนซือที่ทำผลงานเกินความคาดหมาย
แม้ปัจจุบันคาร์ริคกำลังเผชิญแรงกดดัน แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติในช่วงที่เขาคุมทีม เขากลับเป็นผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ดที่ทำคะแนนได้เหนือกว่าคะแนนคาดหวังมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายเกม
คาร์ริคเก็บคะแนนเฉลี่ยได้ 1.85 แต้มต่อเกม ขณะที่แบบจำลองคาดการณ์ว่าเขาควรทำได้เฉลี่ยเพียง 1.37 แต้มต่อเกม
อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ผลงานของเขากลับต่ำกว่าความคาดหวัง โดยเก็บคะแนนได้น้อยกว่าที่แบบจำลองประเมินไว้ 3 แต้ม
ส่วนผลงานในฤดูกาลก่อน คาร์ริคพาทีมขยับจากอันดับ 7 ขึ้นไปจบอันดับ 3 ด้วยคะแนนรวม 71 แต้ม ทั้งที่คะแนนคาดหวังอยู่ที่เพียง 61 แต้ม
หากยึดตามตารางคะแนนคาดหวัง แมนฯ ยูไนเต็ดควรจบฤดูกาลต่ำกว่าอันดับ 3 อยู่ 2 อันดับ
ผลงานดังกล่าวทำให้ความคาดหวังที่มีต่อคาร์ริคเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อเขาสามารถพาทีมยกระดับจากอันดับ 7 ไปสู่อันดับ 3 ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน หลายคนจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากได้รับโอกาสคุมทีมเต็มฤดูกาล เขาจะพาสโมสรไปได้ไกลแค่ไหน
ไม่ใช่แค่คาร์ริค แต่กุนซือหลายคนก็เคยทำได้ดีกว่าที่คาด
เมื่อย้อนดูผลงานของผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงที่ผ่านมา พบว่ากุนซือหลายคนสามารถเก็บคะแนนได้มากกว่าที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้
ทั้งเอริก เทน ฮาก, ราล์ฟ รังนิก, โชเซ มูรินโญ และโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ต่างก็มีสถิติทำคะแนนเกินความคาดหวังระหว่างคุมทีมปีศาจแดง
ขณะที่รูเบน อโมริม เป็นผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวในกลุ่มที่กล่าวถึงซึ่งไม่สามารถทำคะแนนได้เหนือกว่าความคาดหวัง นับตั้งแต่ปี 2016
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ดอาจไม่ใช่เรื่องของผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว เพราะแม้กุนซือหลายรายจะสามารถพาทีมทำผลงานได้ดีกว่าที่สถิติคาดไว้ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องและยกระดับทีมให้กลับมาเป็นผู้ท้าชิงความสำเร็จได้อย่างที่แฟนบอลต้องการ
ปัญหาที่แท้จริงอาจอยู่ที่การสร้างทีมและการเสริมทัพ
เมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้ง แต่ปัญหากลับยังคงเกิดขึ้นซ้ำเดิม สิ่งที่สโมสรต้องพิจารณาจึงไม่ใช่แค่ใครเหมาะสมจะนั่งเก้าอี้กุนซือคนต่อไป
การวางแผนระยะยาว การสร้างทีมให้เหมาะกับแท็กติก การเลือกนักเตะเข้าสู่สโมสร และคุณภาพของการเสริมทัพ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มีผลต่อผลงานในสนาม
อย่างไรก็ตาม สถิติคะแนนคาดหวังเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์โดยตรงว่าการซื้อขายนักเตะคือสาเหตุทั้งหมดของปัญหา แต่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับการเปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยครั้งและผลงานที่ไม่สม่ำเสมอ ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงทิศทางการบริหารฟุตบอลของสโมสร
หากแมนฯ ยูไนเต็ดต้องการกลับไปเป็นทีมระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกอย่างแท้จริง การเปลี่ยนกุนซืออาจไม่เพียงพออีกต่อไป สโมสรจำเป็นต้องสร้างทีมที่มีคุณภาพและสมดุล พร้อมวางแผนระยะยาวให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา
สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าไมเคิล คาร์ริค ดีพอที่จะคุมแมนฯ ยูไนเต็ดหรือไม่ แต่เป็นว่า สโมสรมีทีมที่ดีพอจะกลับไปแข่งขันกับบรรดาทีมชั้นนำได้จริงหรือเปล่า



















