แฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษของ บาเยิร์น มิวนิค สร้างเรื่องราวสุดเหลือเชื่อด้วยการคว้ารางวัล บัลลงดอร์ 2026 (Ballon d’Or) กลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปีที่ได้รับเกียรติสูงสุดของวงการฟุตบอล โดย ทิม เชอร์วูด อดีตกุนซือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยกเส้นทางอาชีพของเจ้าตัวว่าเป็นเหมือนเทพนิยาย หรือ Cinderella Story ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
จากแข้งที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง สู่การเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก
เส้นทางของเคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนนักเตะพรสวรรค์สูงหลายคนที่แจ้งเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งการถูกปล่อยยืมตัวไปเก็บประสบการณ์กับหลายสโมสร ก่อนจะค่อย ๆ สร้างชื่อจนก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของวงการลูกหนัง
เชอร์วูด อดีตกุนซือสเปอร์ส ซึ่งเป็นคนมอบโอกาสให้เคนลงเล่นพรีเมียร์ลีกเต็มตัวเป็นครั้งแรก กล่าวกับ Sky Sports ว่า
“นี่คือเรื่องราวแบบ Cinderella Story ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำลายสถิติใหม่ ๆ อยู่ตลอด จนผมยังอดคิดไม่ได้ว่า เรากำลังพูดถึงเด็กคนเดียวกับที่ผมเคยรู้จักอยู่หรือเปล่า”
อดีตกุนซือรายนี้ยังเชื่อว่า เคนเป็นนักเตะที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ไกลถึงระดับนี้
“เขาเป็นคนที่เหมือนจะไม่มีเพดานจำกัด ไม่ว่าจะไปถึงจุดไหน เขาก็ยังพัฒนาต่อและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้เสมอ ผมคิดว่าแม้แต่แฮร์รี่เองก็คงไม่เคยเชื่อว่าจะมาถึงวันนี้ได้”
แซงหน้ารุ่นพี่อย่าง ไมเคิล โอเว่น กับเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร
การคว้าบัลลงดอร์ครั้งนี้ทำให้เคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปีที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ต่อจาก ไมเคิล โอเว่น ซึ่งเคยคว้ารางวัลเมื่อปี 2001 ในวัยเพียง 22 ปี หลังแจ้งเกิดกับลิเวอร์พูลได้ไม่นาน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะโอเว่นได้รับโอกาสลงสนามกับสโมสรยักษ์ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่เคนต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และรอคอยโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตค้าแข้ง
เชอร์วูดมองว่า สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จของเคนมีความหมายเป็นพิเศษ คือการที่เขาไม่ได้ถูกยกให้เป็นซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่วัยรุ่นเหมือนนักเตะดาวรุ่งบางคนในยุคปัจจุบัน
“เราต้องพูดถึงเส้นทางที่เขาเดินผ่านมา แม้แต่ไมเคิล โอเว่นก็เป็นซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่เด็ก และได้รับโอกาสตั้งแต่อายุยังน้อยกับลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่”
“แต่เคนต้องผ่านเส้นทางที่ยากกว่านั้น เขาไม่ใช่นักเตะที่ทุกคนชื่นชอบหรือเชื่อมั่นตั้งแต่แรก เขาต้องดิ้นรนเพื่อหาโอกาสลงสนาม และรอให้มีผู้จัดการทีมสักคนเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างจริงจัง”
ประสบการณ์ยืมตัวที่หลายคนมองข้าม คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหอกระดับโลก เคนเคยถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับ เลย์ตัน โอเรียนท์, มิลล์วอลล์, นอริช ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในเวลานั้นหลายคนอาจมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ประสบความสำเร็จนัก
แต่สำหรับเชอร์วูด เขากลับมองว่าประสบการณ์เหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมให้เคนกลายเป็นนักเตะอย่างทุกวันนี้
“ผมได้ยินคนพูดถึงการยืมตัวเหล่านั้นว่าเป็นความล้มเหลวอยู่บ่อย ๆ แต่เราไม่เคยมองแบบนั้นเลย เพราะเรารู้สึกว่าการปล่อยให้เขาเล่นในฟุตบอลระดับ U21 ต่อไปต่างหากที่เสียเวลาเปล่า”
“การยืมตัวเหล่านั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และมันคือเหตุผลที่ทำให้เรามีนักเตะแบบเขาในวันนี้”
การได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างต่อเนื่องช่วยให้เคนเรียนรู้การรับมือกับความกดดัน พัฒนาความแข็งแกร่ง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุด ก่อนจะกลายเป็นกำลังสำคัญของทั้งบาเยิร์น มิวนิค และทีมชาติอังกฤษ
เคนเปิดใจบนเวทีบัลลงดอร์ ย้ำความสำเร็จไม่ได้มาง่าย ๆ
ในระหว่างขึ้นรับรางวัลบัลลงดอร์ เคนยังกล่าวถึงเส้นทางอาชีพของตัวเอง พร้อมยอมรับว่าความสำเร็จในวันนี้เกิดจากการต่อสู้และความอดทนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“เส้นทางของผมไม่ได้ราบรื่น ผมไม่ได้ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในทันที แต่ต้องผ่านการยืมตัวหลายครั้ง และต่อสู้เพื่อไปให้ถึงจุดที่ผมยืนอยู่ในวันนี้”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของกองหน้าวัย 33 ปี ไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ แต่ยังเต็มไปด้วยความพยายาม ความอดทน และการไม่ยอมแพ้ แม้ในช่วงเวลาที่โอกาสดูเหมือนจะยังมาไม่ถึง
จากเด็กหนุ่มที่ต้องออกไปหาประสบการณ์ในลีกล่างของอังกฤษ วันนี้เคนได้ก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของวงการฟุตบอลโลกอย่างเต็มภาคภูมิ และเรื่องราวของเขาก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเตะที่กำลังพยายามพิสูจน์ตัวเองอีกมากมาย
จากวันที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน สู่วันที่โลกฟุตบอลยอมรับว่าเขาคือที่สุด — นี่คือเรื่องราวของแฮร์รี่ เคน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นอย่างสวยหรูเสมอไป
แฟนบอลสามารถติดตามศึกบิ๊กแมตช์ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในวันเสาร์นี้ ถ่ายทอดสดทาง Sky Sports เวลา 17.30 น. ตามเวลาที่ระบุในรายงานต้นฉบับ



















