คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนยันว่าเขาเคยคิดถึงเรื่องการอำลาทีมชาติโปรตุเกสหลังจบฟุตบอลโลก แต่สุดท้ายตัดสินใจเดินหน้าต่อ เพราะยังเชื่อว่าสามารถช่วยทีมชาติได้ทั้งในและนอกสนาม
โรนัลโด้ วัย 41 ปี ซึ่งค้าแข้งอยู่กับ อัล-นาสเซอร์ ในซาอุดีอาระเบีย เตรียมลงสนามให้โปรตุเกสเป็นนัดที่ 234 ในเกมพบเวลส์ที่สนามเอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด ในกรุงลิสบอน โดยกุนซือ จอร์จ เชซุส ยืนยันว่าเจ้าตัวจะออกสตาร์ตเป็นตัวจริง
เกมนี้ถูกจับตามองไม่น้อย เพราะสนามแห่งนี้คือรังเหย้าของสปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรแรกในเส้นทางอาชีพของโรนัลโด้ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเกมพบเวลส์อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของเส้นทางทีมชาติของเขา
อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ยืนยันว่า เขายังไม่มีแผนเลิกเล่นให้โปรตุเกสในตอนนี้
“ใช่ ผมเคยคิดเรื่องนั้น แน่นอนว่าผมคิดอยู่เสมอเกี่ยวกับการตัดสินใจ อนาคต และแม้แต่ปัจจุบัน”
“ผมเป็นคนคิดเยอะ คุณต้องคิด นั่นคือเหตุผลที่ตอนนี้คุณยังเห็นผมอยู่ที่นี่ ซึ่งหมายความว่าผมจะเดินหน้าต่อ”
โรนัลโด้เปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยกับประธานสมาคมฟุตบอลโปรตุเกสและโค้ช ก่อนตัดสินใจอยู่ช่วยทีมชาติต่อ เพราะยังเชื่อว่าตัวเองมีประโยชน์กับทีม
“ผมยังเชื่อว่าตัวเองสามารถช่วยทีมชาติให้ไปถึงเป้าหมายที่พวกเขาต้องการได้ และผมจะเลิกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรที่นี่อีกแล้ว”
“ผมสามารถให้การสนับสนุนทีมชาติได้ ไม่ใช่แค่เรื่องการยิงประตู แต่ยังรวมถึงสิ่งที่อยู่นอกสนามด้วย”
กัปตันทีมชาติโปรตุเกสมองว่าทีมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีนักเตะรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สำหรับตัวเขาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการช่วยทีมในสนาม
“นี่คือคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย แต่สำหรับผม จุดสำคัญคือการลงสนาม ยิงประตู และช่วยให้ทีมชนะ”
โรนัลโด้ไม่ติดทีมตัวจริงในโพลของ A Bola
ก่อนเกมกับเวลส์ หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของโปรตุเกสอย่าง A Bola เปิดให้แฟนบอลโหวตเลือก 11 ตัวจริง และผลโหวตดังกล่าวไม่มีชื่อโรนัลโด้อยู่ในทีมตัวจริง
เจ้าตัวบอกว่าเขาคุ้นเคยกับกระแสวิจารณ์มาตลอดอาชีพ และเข้าใจว่ามีทั้งคนที่สนับสนุนและคนที่ต้องการเห็นเขาหลุดจากทีมชาติ
“ผมพูดเรื่องนี้บ่อยเวลาที่อยู่บ้านกับเพื่อน ๆ ผมเล่นฟุตบอลมานานมาก และได้รับการต้อนรับเกือบทุกที่ ยกเว้นบางกรณี”
“ผมรู้สึกว่าแฟนบอลโปรตุเกสชอบผม แต่ผมก็เข้าใจว่าทีวีบางช่องต้องการวิจารณ์ผม”
โรนัลโด้ยังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ที่อยากเห็นเขาเลิกเล่นให้ทีมชาติว่า
“พวกเขาแทบอยากให้ผมไม่กลับมาติดทีมชาติอีกแล้ว แต่ผมสามารถเดินออกจากเรื่องเหล่านั้นได้”
“ผมชินกับมันแล้ว ผมเจอเรื่องแบบนี้มานานกว่า 20 ปี แต่ความทรงจำของผมคือคนที่รักผม”
เหลืออีก 21 ประตูสู่หลัก 1,000 ลูก
อีกหนึ่งเป้าหมายใหญ่ที่ยังอยู่ในใจของโรนัลโด้คือการยิงประตูให้ครบ 1,000 ลูกในอาชีพ
ปัจจุบันเขาทำไปแล้ว 979 ประตู ให้กับสโมสรและทีมชาติ ทำให้เหลืออีกเพียง 21 ประตูเท่านั้น
โรนัลโด้ยืนยันว่าเขาไม่ได้หมกมุ่นกับตัวเลข 1,000 ประตู แต่ยอมรับว่าหากสามารถยิงประตูที่ 1,000 ในนามทีมชาติโปรตุเกสได้ ก็คงเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก
“การยิงประตูที่ 1,000 ให้ทีมชาติจะเป็นเหมือนบทสรุปของบางสิ่ง เป็นเรื่องราวที่สวยงาม”
“มันจะไม่ใช่จุดจบ แต่จะเป็นเรื่องราวที่สวยงามมาก”
โรนัลโด้ยอมรับก่อนหน้านี้แล้วว่าเขาต้องการไปให้ถึงตัวเลขดังกล่าว แต่ไม่ได้มองว่ามันเป็นความหมกมุ่น
“ผมเคยบอกแล้วว่าผมอยากไปถึงจุดนั้น และผมจะไปให้ถึง แต่จะเรียกว่าความหมกมุ่นก็ไม่ใช่ ที่เหลือคือการสนุกกับมัน สนุกกับทุกวัน”
เจ้าตัวยังพูดถึงอิทธิพลของตัวเองที่มีต่อแฟนบอลรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มองเขาเป็นแบบอย่าง
“ผมรู้ว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงรักคริสเตียโน่ เพราะพวกเขามองผมเป็นตัวอย่าง และผมจะทำแบบนั้นต่อไป แม้ตอนที่ผมเลิกเล่นแล้ว… อีก 10 ปี”
“ผมมีความสุขกับตัวเอง ไม่สำคัญว่าพรุ่งนี้ผมจะได้เล่นหรือเกมถัดไปจะได้พัก สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้สึกดี”
เบลลามี่ชื่นชมโรนัลโด้ แม้หวังให้ยิงไม่ได้กับเวลส์
ด้าน เคร็ก เบลลามี่ กุนซือทีมชาติเวลส์ กล่าวชื่นชมโรนัลโด้ก่อนทั้งสองทีมจะพบกันในศึกเนชั่นส์ ลีก
เมื่อถูกถามถึงการลุ้นยิงให้ครบ 1,000 ประตูของโรนัลโด้ เบลลามี่ตอบแบบติดตลกว่า
“จริงเหรอ? ใครจะยิงถึง 1,000 ประตูกัน? เราไม่ได้เอาประตูระดับเยาวชนมานับด้วยใช่ไหม”
อย่างไรก็ตาม เบลลามี่ยอมรับว่าอยากเห็นโรนัลโด้ไปถึงเป้าหมาย เพียงแต่ไม่อยากให้เขายิงได้ในเกมที่พบกับเวลส์
“มันบ้ามาก และผมหวังว่าเขาจะทำได้ แต่ผมหวังว่าเขาจะยิงอะไรไม่ได้เลยในเกมกับเรา”
กุนซือเวลส์ยังยกย่องความสามารถของโรนัลโด้ที่สามารถรักษามาตรฐานระดับสูงมาได้อย่างยาวนาน แม้อายุเพิ่มขึ้นและต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่น
“ผลกระทบที่เขามีต่อเกมและสามารถรักษามันไว้ได้ยาวนานขนาดนี้ คุณทำได้แค่นั่งมองด้วยความทึ่ง”
“เขาต้องปรับเกมของตัวเอง แน่นอน แต่เขาอันตรายที่สุดตอนที่คุณคิดว่าเขาไม่ได้มีส่วนกับเกม”
“คุณไม่เคยปล่อยให้การ์ดตกเมื่อมีผู้ชายคนนี้อยู่ในสนาม”
เบลลามี่ปิดท้ายด้วยการยกให้โรนัลโด้เป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
“เรากำลังพูดถึงหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกยุค ไม่ใช่แค่ยุคนี้”
“ชื่อของเขาจะอยู่ในประวัติศาสตร์ไปอีกหลายร้อยปี นั่นคืออิทธิพลที่เขามีต่อเกมฟุตบอล”



















