มิเกล อาร์เตต้า เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ อาร์เซนอล อย่างเป็นทางการ หลังพาทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และเป้าหมายต่อไปของกุนซือชาวสเปนคือการเปลี่ยน “แชมป์หนึ่งสมัย” ให้กลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไล่ล่าความสำเร็จในเวที ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
อาร์เตต้าเข้ามารับงานคุม อาร์เซนอล เมื่อปี 2019 ในช่วงที่สโมสรอยู่ในสภาพที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ตอนนั้นทีมรั้งอันดับ 10 ของพรีเมียร์ลีกและกำลังอยู่ในช่วงขาดทิศทางที่ชัดเจน
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาร์เตต้าค่อย ๆ ยกระดับทีมขึ้นมา จนวันนี้ อาร์เซนอลกลับมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของอังกฤษและยุโรปอีกครั้ง
จากทีมที่กำลังหลงทาง สู่แชมป์พรีเมียร์ลีก
การเซ็นสัญญาฉบับใหม่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองปีหลังจากที่อาร์เตต้าเพิ่งต่อสัญญากับสโมสรในเดือนกันยายน 2024
ครั้งนั้น ภารกิจพา อาร์เซนอล กลับไปคว้าแชมป์ลีกยังไม่สำเร็จ แต่คราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานานได้สำเร็จ
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้อาร์เตต้าเข้าสู่กลุ่มกุนซือเพียง 13 คนที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ และตอนนี้เขามีโอกาสก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่เล็กกว่านั้นอีก
หากอาร์เตต้าพา อาร์เซนอล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เขาจะเข้าใกล้กลุ่มสุดยอดกุนซือที่ประกอบด้วย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เป๊ป กวาร์ดิโอลา, โชเซ่ มูรินโญ่ และอาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งเป็นเพียง 4 คนที่ทำได้ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างคือการคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกให้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ฤดูกาลที่ผ่านมา อาร์เซนอลเพิ่งเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่สองของสโมสร และแม้สุดท้ายจะยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่พัฒนาการในเวทียุโรปตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจน จากรอบก่อนรองชนะเลิศ ขยับขึ้นสู่รอบรองชนะเลิศ ก่อนทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ
อาร์เซนอลเชื่อว่าเวลาของพวกเขามาถึงแล้ว
การต่อสัญญาของอาร์เตต้าถูกวางให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุดของสโมสร โดย จอช โครเอนเก้ ประธานร่วมของ อาร์เซนอล เคยระบุว่าการต่อสัญญาของกุนซือรายนี้คือ “ภารกิจเร่งด่วนที่สุด”
โครเอนเก้มองว่า อาร์เซนอล กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีม หรือที่เขาเรียกว่า “win window” ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ทีมมีโอกาสลุ้นความสำเร็จครั้งใหญ่ติดต่อกัน
“เราคิดว่าเรามีโอกาสที่จะครองความยิ่งใหญ่ได้” โครเอนเก้กล่าว
สถานการณ์ของคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการจากไปของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา รวมถึงความไม่แน่นอนของหลายสโมสร ทำให้ อาร์เซนอล มองเห็นโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่มีอำนาจเหนือพรีเมียร์ลีกในระยะยาว
การมีอาร์เตต้าอยู่ต่อจึงไม่ได้หมายถึงแค่การรักษากุนซือคนสำคัญ แต่ยังเป็นการรักษาแนวทางและวัฒนธรรมที่เขาสร้างขึ้นมาตั้งแต่วันแรก
อาร์เตต้าอาจเป็น “อาวุธสำคัญที่สุด” ของ อาร์เซนอล
สิ่งที่น่าสนใจคือ อาร์เซนอล ยังมีขุมกำลังที่อยู่ในช่วงอายุที่กำลังเข้าสู่จุดพีค โดยผู้เล่นหลายคนมีอายุระหว่าง 24-28 ปี และผ่านประสบการณ์การคว้าแชมป์มาแล้ว
นั่นทำให้ทีมมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการต่อยอดความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังเป็นคำถามคือเกมรุก
อาร์เซนอลยังไม่สามารถคว้าตัวแนวรุกระดับที่จะยกระดับทีมขึ้นไปอีกขั้นได้ในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากฤดูกาลก่อนทีมต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นเกมรุกคนสำคัญอีกครั้ง
เมื่อเกมรุกไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างเต็มที่ ทีมจึงต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งในเกมรับ รวมถึงทีเด็ดจากลูกตั้งเตะอย่างหนักเพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นจุดแข็งของ อาร์เซนอล แต่หากต้องการก้าวไปสู่ระดับ “ทีมที่ครองความยิ่งใหญ่” พวกเขาจำเป็นต้องยกระดับเกมรุกให้ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน
แพ้ไบรท์ตันอาจเป็นบทเรียนสำคัญ
แม้จะออกสตาร์ตฤดูกาลในฐานะแชมป์เก่าและหนึ่งในทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์อีกครั้ง แต่อาร์เตต้าก็ได้รับบทเรียนสำคัญจากเกมที่ อาร์เซนอล แพ้ ไบรท์ตัน 0-3
ความพ่ายแพ้ดังกล่าวสร้างความผิดหวังไม่น้อย เพราะมันเป็นผลการแข่งขันที่สวนทางกับภาพลักษณ์ของ อาร์เซนอล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทีมของอาร์เตต้าขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวแน่นและเสียประตูยาก และไม่เคยแพ้เกมพรีเมียร์ลีกด้วยส่วนต่างถึง 3 ประตูมาตั้งแต่ปี 2023
อาร์เตต้ามองว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้คือสัญญาณเตือนให้ทุกคนกลับมาโฟกัสอีกครั้ง
“นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคน เพื่อทำความเข้าใจว่าการคว้าชัยชนะในระดับนี้ต้องใช้อะไรบ้าง”
สำหรับอาร์เตต้า ความพ่ายแพ้อาจกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาว เพราะการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ใช่เรื่องง่าย
ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก มีเพียงไม่กี่ทีมที่สามารถคว้าแชมป์ติดต่อกันได้ และ อาร์เซนอล เองก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930
ภารกิจต่อไปคือการรักษามาตรฐาน
หลังจากใช้เวลาหลายปีสร้าง อาร์เซนอล ขึ้นมา สิ่งที่ยากกว่าเดิมสำหรับอาร์เตต้าคือการทำให้ทีมรักษาระดับเอาไว้ให้ได้
การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนึ่งครั้งพิสูจน์แล้วว่าแนวทางของเขาได้ผล แต่การคว้าแชมป์ซ้ำและสร้างทีมให้กลายเป็นขาประจำของเวทีสูงสุดคือความท้าทายอีกระดับ
อาร์เตต้าจำเป็นต้องพัฒนาทีมต่อไป ทั้งในเรื่องแท็กติก การจัดการขุมกำลัง และการดึงศักยภาพจากนักเตะที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด
ข่าวดีคือสถานการณ์อาการบาดเจ็บของทีมดูดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ทำให้เขามีตัวเลือกมากขึ้นในการเดินหน้าฤดูกาล
จากวันที่เข้ามารับงานในปี 2019 ตอนที่ อาร์เซนอล ยังรั้งอันดับ 10 ของพรีเมียร์ลีก วันนี้อาร์เตต้าพาทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีกและขึ้นไปยืนอยู่ในระดับแนวหน้าของยุโรปแล้ว
บทต่อไปจึงไม่ใช่การพา อาร์เซนอล กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่คือการทำให้ความยิ่งใหญ่นั้นคงอยู่ต่อไป
หากอาร์เตต้าทำได้สำเร็จ เขาอาจไม่ได้เป็นเพียงกุนซือที่พา อาร์เซนอล กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นผู้จัดการทีมที่ถูกจดจำว่าเป็นคนสร้าง “ยุคทอง” ครั้งใหม่ของสโมสรอย่างแท้จริง



















