ทีมชาติอังกฤษระเบิดฟอร์มสุดร้อนแรง บุกถล่มโครเอเชีย 7-0 ที่เมืองริเยกา ในศึกเนชันส์ ลีก โดย แฮร์รี เคน และ บูกาโย ซากา ยิงคนละ 2 ประตู ขณะที่ จู๊ด เบลลิงแฮม, แอนโธนี กอร์ดอน และ มอร์แกน โรเจอร์ส ช่วยกันยิงอีกคนละหนึ่งลูก
นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของอังกฤษนับตั้งแต่ โธมัส ทูเคิล เข้ามาคุมทีม และเป็นเกมที่ทำให้แฟนบอลได้เห็นภาพของอังกฤษในแบบที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน
แต่แปลกไหมที่เกมนี้กลับทำให้แฟนบอลอังกฤษทั้งมีความสุขและ “หงุดหงิด” ไปพร้อมกัน?
เพราะนี่คืออังกฤษที่ทุกคนรู้ว่าพวกเขาทำได้
อังกฤษเล่นด้วยความเร็ว ดุดัน เดินหน้ากดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกม ต่อบอลเร็ว เล่นเกมรุกอย่างมีไอเดีย และจบสกอร์ได้อย่างเฉียบขาด ทุกอย่างดูลงตัวจนแทบไม่มีจังหวะให้โครเอเชียได้ตั้งตัว
นี่คือทีมที่กัปตันอย่าง แฮร์รี เคน เคยบอกมาตลอดว่าซ่อนอยู่ภายในทีม เพียงแต่ก่อนหน้านี้อังกฤษยังไม่สามารถรักษาระดับการเล่นแบบนี้เอาไว้ได้ตลอด 90 นาที
และเมื่อมันเกิดขึ้นจริงที่สนามเล็ก ๆ ในริเยกา ต่อหน้าแฟนบอลในสนามและผู้ชมอีกหลายล้านคนทั่วโลก มันจึงทั้งน่าตื่นเต้น สร้างแรงบันดาลใจ และเติมเต็มความหวังของแฟนบอล
แต่ขณะเดียวกัน มันก็ชวนให้ “เจ็บใจ”
เพราะแฟนบอลอังกฤษอยากเห็นทีมเล่นแบบนี้ ในเกมใหญ่ที่สุดและช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์
พวกเขาอยากเห็นอังกฤษเล่นด้วยความมั่นใจแบบนี้เมื่อต้องเจอกับทีมระดับท็อปของโลก ในเกมที่มีถ้วยแชมป์เป็นเดิมพัน
ชัยชนะเหนือโครเอเชียไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนี่คือทีมที่อยู่ในกลุ่มชาติชั้นนำของยุโรป และการบุกไปยิงถึง 7 ประตูในบ้านคู่แข่งย่อมเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม
บางทีเกมนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นเหมือน “พิมพ์เขียว” ที่บอกว่าอังกฤษควรเล่นอย่างไรบนเวทีระดับนานาชาติ และอาจช่วยให้บรรดานักเตะเชื่อมั่นมากขึ้นว่าพวกเขาสามารถเอาชนะทีมที่ดีที่สุดในโลกได้
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ อังกฤษเพิ่งเจอกับทีมระดับโลก และแพ้มา
เกมนั้นอังกฤษพบกับสเปน แชมป์โลกและแชมป์ยุโรปที่เพิ่งคว้าแชมป์มาไม่นาน และสุดท้ายก็ยังเป็นอีกเกมที่อังกฤษทำได้เพียง “เกือบดีพอ”
ชัยชนะที่ริเยกาจึงช่วยลบภาพความผิดหวังจากความพ่ายแพ้ครั้งก่อนออกไปได้ไม่น้อย โดยเฉพาะความรู้สึกเจ็บปวดจากผลงานในฟุตบอลโลกที่ยังตามหลอกหลอนแฟนบอล
บรรยากาศรอบตัวทูเคิลเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติครั้งนี้ กุนซือชาวเยอรมันกำลังเผชิญแรงกดดันไม่น้อย การตัดสินใจปรับทีมไปเน้นเกมรับอย่างหนักในช่วงท้ายของฟุตบอลโลกรอบรองชนะเลิศกับอาร์เจนตินา สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลอังกฤษอย่างมาก และยังมีนักเตะบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
คำถามเกี่ยวกับอนาคตของทูเคิลจึงเริ่มเกิดขึ้น
ช่วงต้นแคมป์ทีมชาติ เขาดูเคร่งเครียดและไม่ค่อยสบายใจกับกระแสข่าวที่ยังคงย้อนกลับไปพูดถึงเกมดังกล่าว
แต่ภาพที่เราเห็นในริเยกากลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
นี่คือฟุตบอลในแบบที่ ทูเคิลต้องการ
ความเร็ว, พละกำลัง, การต่อบอลเร็ว, การเล่นไปข้างหน้า, การเพรสซิ่งสูง, การเคลื่อนที่ที่หลากหลาย และการจบสกอร์แบบเด็ดขาด
ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เขาหมายถึงเวลาพูดถึงการเล่นฟุตบอลในแบบ “พรีเมียร์ลีก”
แนวรุกอังกฤษเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น
4 แนวรุกของอังกฤษในเกมนี้เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเคนเปิดเผยหลังเกมว่าพวกเขากำลังสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับใหม่
สิ่งที่เกิดขึ้นคือความ “ลื่นไหล” นักเตะแต่ละคนสามารถสลับตำแหน่ง เติมพื้นที่ให้กัน และขยับไปทั่วแนวรุกจนทำให้แนวรับของโครเอเชียรับมือแทบไม่ไหว
ภาพดังกล่าวทำให้นึกถึงฟุตบอลแบบ Total Football ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในยุคของโยฮัน ครัฟฟ์ ซึ่งนักเตะสามารถสลับตำแหน่งและช่วยกันสร้างพื้นที่ได้อย่างอิสระ
ทูเคิลเรียกสิ่งนี้ว่า “Connection” หรือความเชื่อมโยงระหว่างนักเตะ
เป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติระหว่างผู้เล่นแต่ละคน และเมื่อมันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็สามารถยกระดับทีมขึ้นไปอีกขั้น
นั่นเป็นสิ่งที่ทูเคิลพยายามสร้างมาตั้งแต่เข้ามารับงาน โดยเขาต้องการให้กลุ่มนักเตะตัวหลักของอังกฤษมีความเข้าใจกันจนกลายเป็นเรื่อง “อัตโนมัติ”
อย่างไรก็ตาม แม้ฟอร์ม 7-0 จะน่าประทับใจแค่ไหน ก็ยังมีคำว่า “แต่…” รออยู่
โครเอเชียชุดนี้ไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด
ข้อแรกคือ ต้องยอมรับว่าโครเอเชียชุดนี้อาจเป็นหนึ่งในทีมที่อ่อนแอที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
พวกเขากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังจากต้องค่อย ๆ สูญเสียเหล่านักเตะระดับตำนานที่สร้างชื่อให้ทีมในช่วงที่ผ่านมา
ลูกา โมดริช ในวัย 41 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงปลายของอาชีพ ขณะที่ อิวาน เปริซิช ก็ไม่สามารถรับมือกับความเร็วและการเล่นของซากาได้เลย
ในเกมนี้โครเอเชียมีปัญหาแทบทุกด้าน ทั้งเรื่องเทคนิค การยืนตำแหน่ง และสภาพร่างกาย ขณะที่เกมรับก็เปิดพื้นที่ให้อังกฤษเล่นงานง่ายเกินไป
แน่นอนว่าเครดิตส่วนหนึ่งต้องยกให้อังกฤษ เพราะการเล่นที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาเป็นตัวเร่งให้จุดอ่อนของโครเอเชียถูกเปิดออกมาอย่างชัดเจน
แต่แฟนบอลอังกฤษก็ควรระวังไม่ให้ชัยชนะนัดนี้กลายเป็นหลักฐานว่าปัญหาทั้งหมดของทีมได้รับการแก้ไขแล้ว
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ช่วงเวลาของฤดูกาล
อังกฤษมักทำผลงานได้ดีในช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่นักเตะยังสดจากการพักเบรก และอากาศในยุโรปเริ่มเย็นลง
ตรงกันข้าม เมื่อเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ช่วงฤดูร้อน นักเตะจำนวนมากต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ยาวนาน รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ดังนั้น สิ่งที่อังกฤษทำได้ในริเยกาจึงน่าตื่นเต้นมาก แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
สิ่งที่แฟนบอลอังกฤษต้องการเห็นมากกว่าชัยชนะ 7-0 คือการที่ทีมสามารถรักษาฟุตบอลแบบนี้เอาไว้ได้ เมื่อเจอกับคู่แข่งระดับโลก ในเกมที่เดิมพันด้วยโทรฟี่
เพราะนั่นต่างหากที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าอังกฤษของทูเคิลก้าวข้ามคำว่า “เกือบดีพอ” ได้แล้วจริง ๆ



















